ล่องเรืออิ่มบุญ เติมพลังชีวิต ไหว้พระ 9 วัดดัง สองฝั่งเจ้าพระยา

กรุงเทพฯ.. คือเมืองที่ถูกขนานนามว่า เวนิสตะวันออก โดยมี แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสายน้ำหลักที่อยู่คู่กับเรามายาวนานนับแต่อดีตจนปัจจุบัน ซึ่งสองฝั่งแม่น้ำล้วนเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ ซึ่งคอยบอกเล่าเรื่องราวความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่

เราจึงจัด โปรแกรมเที่ยววันเดียว สำหรับชาวเมืองกรุง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อพาทุกท่าน ล่องเรือ ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมมงคลชีวิต เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชมสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม  และสัมผัสกับทัศนียภาพสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองที่เชื่อมต่อ  ซึ่งสำหรับการเดินทางครั้งนี้เราได้คัดสรรวัดดัง จำนวน 9 แห่ง มาให้คุณได้ไปเยี่ยมชมกัน

bangkokhappytrip-banner-2

 

วัดที่ 1  “วัดยานนาวา”

วัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา อยู่ริมถนนเจริญกรุง ใกล้กับสะพานตากสิน รัชกาลที่ 3        ได้โปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์และสร้างสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไปเพื่ออนุรักษ์รูปแบบของเรือสำเภา บนเรือสำเภาจำลองมีพระเจดีย์ประดับเป็นเสากระโดงสองข้าง ส่วนท้ายของสำเภาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปปางต่างๆ รวมทั้งพระบรมรูปรัชกาลที่ 3

ภายในวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจาก 8 ประเทศ และพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว 3 ปาง ในองค์เดียวกัน ได้แก่ ปางปัญญา ปางเมตตา และปางสันติ เป็นองค์แรกของโลกที่มี 3 ปางในองค์เดียวกัน

bkk-1

 

วัดที่ 2  “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร”

วัดเก่าแก่สร้างขึ้นต้นรัตนโกสินทร์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ชื่อ พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) หรือเรียกตามแบบจีนว่า “ซำปอกง”  มีลักษณะอมยิ้มเล็กน้อย มีเพียง 3 องค์ในประเทศไทยคือ วัดกัลยาฯ วัดพนัญเชิง จ.อยุธยา และวัดอุภัยภาติการาม จ.ฉะเชิงเทรา พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทานใน 2 วัดของกรุงเทพฯ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติ ชีวิตชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่ 3 หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติเก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4 และหน้าวิหารหลวงยังเก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

bkk-2

 

วัดที่ 3  “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” 

ถือเป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือ พระปรางค์มีขนาดสูงประมาณ 70 เมตร ถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศไทย ที่มีศิลปกรรมอันงดงามประเมินค่ามิได้ และมีมณฑปพระพุทธบาท ซุ้มประตูยอดมงกุฎ ทางเข้าพระอุโบสถวัดอรุณ มีรูปปั้นยักษ์วัดแจ้ง หรือยักษ์ทศกัณฐ์ และยักษ์สหัสเดชะตัวใหญ่คอยเฝ้าประตูซุ้มอยู่

bkk-3

 

วัดที่ 4  “วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร”

มีคติความเชื่อว่า “ไหว้พระ วัดระฆัง มีคนนิยมชมชื่น มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี” วัดโบราณดั้งเดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงอาราธนาพระเถระมาประชุมและชำระพระไตรปิฏก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ขุดสระแล้วรื้อพระตำหนักเรือนไทยสามหลังแฝดและหอนั่งมาปลูกลงในสระเพื่อใช้เป็นหอไตร และขุดพบระฆังโบราณ จึงตั้งชื่อว่าวัดระฆังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้วัดนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

 bkk-4

 

วัดที่ 5  “วัดอมรินทรารามวรวิหาร”

ตามตำนานของวัดนี้เชื่อกันว่า พระอินทร์ประทานพรให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2200 เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์บูรณปฏิสังขรณ์ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีจุดที่น่าสนใจ อาทิ ตำหนักเขียว พระปรางค์ มณฑปพระพุทธบาทจำลอง และที่สำคัญที่สุดคือ หลวงพ่อโบสถ์น้อย พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะแบบสุโขทัย ปางมารวิชัยลงรักปิดทอง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวฝั่งธนบุรี และประชาชนทั่วไป เพราะมีเรื่องเล่าว่าด้วยความศักดิ์สิทธ์ของหลวงพ่อตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดลงภายในวัดแห่งนี้จนเสียหาย เหลือแต่โบสถ์น้อยกลับรอดพ้นภัยมาได้

bkk-5

 

 วัดที่ 6  “วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร”

วัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย เดิมชื่อ วัดทอง สถาปนาขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทั้งอารามและพระราชทานนามว่า “วัดสุวรรณาราม ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานนามว่า หลวงพ่อศาสดา พระพุทธรูปหล่อสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน

มีภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถที่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดของยุคต้นรัตนโกสินทร์ เป็นการประชันฝีมือของจิตรกรฝีมือเยี่ยม หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) เขียนภาพเรื่องทศชาติตอนเนมิราชชาดก เป็นภาพแบบไทยๆ มีการตัดเส้น และ หลวงเสนีย์บริรักษ์ (ครูคงแป๊ะ) เขียนภาพทศชาติตอน มโหสถชาดก จะเน้นรายละเอียดของผู้คนและใช้สีสันสด ภาพจิตรกรรมฝีมือครูทั้งสองท่านมีเอกลักษณ์งามต่างกัน

bkk-6

 

วัดที่ 7  “วัดคฤหบดี”

พระอารามหลวงที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับพระราชทานนามว่า “วัดคฤหบดี” มีพระอุโบสถออกแบบทรงจีนหลังคาลด 2 ชั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ และเครื่องถ้วยชาม ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลายปูนปั้นรูปดอกไม้แบบจีนที่สวยงาม

ภายในประดิษฐานพระประธานนามว่า พระแซกคำ พระพุทธรูปทองคำโบราณ หล่อด้วยทองนพคุณ หรือทองคำโบราณ ศิลปะเชียงแสนยุคปลาย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ เป็นที่ศรัทธานับถือของชาวบ้าน มีความเชื่อว่าผู้ใดมีความทุกร้อนก็มักไปกราบไหว้บนบานพระแซกคำ ของที่นิยมถวาย ได้แก่ ข้าวเหนียว ลาบเนื้อ ปลาร้า ไข่เป็ด 100 ฟอง พวงมาลัย และทองคำเปลว ส่วนมหรสพที่ถวายมักเป็นละครชาตรี หมอลำ หรือแอ่วลาว

bkk-7

 

วัดที่ 8  “วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร”

วัดเก่าแก่โบราณมีมาก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ภายในวัดมีพระอุโบสถ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีรูปทรงคล้ายกับพระอุโบสถวัดพระแก้ว ผนังพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพเหตุการณ์ตอนเหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน มีพระประธานนามว่า พระพุทธเทวราชปฏิมากร พระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวารวดี ชาวบ้านนิยมถวายผ้าไตร แทนดอกไม้ธูปเทียน

 bkk-8

 

วัดที่ 9  “วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร”

วัดเก่าแก่โบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอุโบสถเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคามุงกระเบื้อง สร้างขึ้นแทนพระอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม โดยวางแนวเสาและผนังโบสถ์ใหม่คร่อมโบสถ์เก่าไว้ ลักษณะรูปทรงและลวดลายเลียนแบบสถาปัตยกรรมขอมมีเสาพาไล ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ภายใต้พุทธบัลลังก์บรรจุพระบรมราชสรีรังคารของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ พระนามว่า พระสัมพุทธพรรณี

นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ ฝีพระหัตถ์ทรงร่างของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ผู้เขียนภาพคือ นายริโกลี ชาวอิตาเลียน ซึ่งถือเป็นจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นรูปแบบวิธีการใหม่

bkk-9

 

 

และทั้งหมดนี้  คือ ความสนใจเบื้องต้นของ โปรแกรมเที่ยววันเดียว “ล่องเรืออิ่มบุญ เติมพลังชีวิต ไหว้พระ 9 วัดดัง สองฝั่งเจ้าพระยาโดยเราได้กำหนดวันเพื่อท่องเที่ยวตามโปรแกรมนี้ เดือนละ 2  รอบ คือ ทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน  และเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางและร่วมกิจกรรมเราจึงจำกัดการเข้าร่วมทริปเพียงรอบละ 150 คน โดยมีค่าใช้จ่ายในราคาคนละ 999 บาท (รวมค่าอาหารกลางวัน และอาหารว่างระหว่างเดินทาง)

สำหรับผู้ที่สนใจร่วม ทริปบุญ กับเราไปตามเส้นทางนี้ สามารถติดต่อเพื่อจองที่นั่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  คุณทราย  086-388-3662

 

bangkokhappytrip-banner

Posted in โปรแกรมเที่ยวกรุงเทพ.